ผู้จัดการสุดสัปดาห์ – ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของ “ดร.มหาเธร์ โมฮาหมัด” ในศึกเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2561 ที่ผ่านมา นอกจากจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในประเทศ มาเลเซียด้วยการปิดฉากชีวิตทางการเมือง นาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้อื้อฉาวแล้ว ยังได้กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองข้ามประเทศมาถึงแผ่นดินไทย ในฐานะประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอีกด้วย

โดยแรงสั่นสะเทือนที่ว่านี้ ส่งผลโดยตรงถึง 2 บุคคลสำคัญ และถูกนำมาเปรียบเทียบกันอย่างช่วยไม่ได้

คนแรกคือ “นายชวน หลีกภัย” อดีตนายกรัฐมนตรี แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกระแส “มหาเธร์ รีเทิร์น” ได้ถูกนำมาปลุกกระแส “ชวน รีเทิร์น” ว่า สามารถกลับมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของไทยได้อีกครั้งเพราะนายชวนมีอายุน้อยกว่ามหาเธร์หลายปี หรือพูดง่ายๆ ว่า มีความพยายามที่จะ “โหนมหาเธร์โมเดล” ก็คงจะไม่ผิดนัก

ขณะที่คนที่สองคือ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ก็ตกเป็น “เป้า” ของการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในห้วงวาระครบรอบ 4ปีของรัฐประหาร ซึ่งบังเอิญเวียนมาบรรจบในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกันพอดิบพอดี ทั้งเรื่อง “การปฏิรูป” และทั้งเรื่อง “น้องพี่ที่รัก”

เรียกว่า เป็นปรากฏการณ์ “เสือเฒ่า” แห่งมาเลเซียที่เขย่า “เสือบูรพา” จนแทบสูญสิ้นความศรัทธาที่มีให้กันเลยทีเดียว เพราะแม้กระทั่ง “ติ่ง” หรือ “FC” ของลุงตู่ก็ยังต้องยอมจำนนด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์จนไม่อาจตะแบงเถียงแบบข้างๆ คูๆ ต่อไปได้

ชัยชนะของ “เสือเฒ่า”
ปลุกกระแส “ชวนรีเทิร์น”??

การหวนคืนสู่สนามเลือกตั้งของ “ดร.มหาเธร์ โมฮาหมัด” โดยยอมจับมือกับบรรดาพรรคการเมืองที่เคยถูกเขาเล่นงานสมัยที่ยังเป็นนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะแกนนำฝ่ายค้านอย่าง อันวาร์ อิบรอฮีม ซึ่งเคยสังกัดกลุ่มบีเอ็นมาก่อน และถึงขั้นได้รับการวางตัวให้เป็นทายาททางการเมืองของมหาเธร์ ก่อนที่ทั้งคู่จะขัดแย้งกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนอันวาร์ถูกมหาเธร์สั่งปลดจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 1998 ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจยิ่ง

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจปรากฏการณ์แรกก็คือเรื่อง “อายุ” เพราะด้วยวัยที่ล่วงเลยถึง 92 ปี ทำให้มหาเธร์เป็นนายกรัฐมนตรีมีอายุมากที่สุดในโลก และส่งผลให้ “พรรคประชาธิปัตย์” ปลุกกระแส “ชวนรีเทิร์น” ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย กระทั่งตัวนายชวนเองก็ไม่คงไม่คาดคิดว่าจะถูกลากหรือถูกเชื่อมโยงให้เข้ามาเกี่ยวข้องได้

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง 2 คนไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ เว้นแต่เรื่อง “อายุ” เพียงเรื่องเดียว

ต้องยอมรับว่ามหาเธร์เป็นคนมีวิสัยทัศน์และมีความสามารถอย่างเอกอุ เคยสร้างผลงานพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองแบบก้าวกระโดดจนเป็นที่จดจำในฐานะ “บิดาแห่งมาเลเซียยุคใหม่” และที่ “โลก” รวมทั้ง “คนไทย” จดจำได้ดีก็คือ ในช่วงปี 2540-2543 ที่เกิดวิกฤตเงินบาททั่วเอเชีย อันเริ่มจากวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ที่ไทยก่อน มหาเธร์ไม่ยอมลดค่าเงินริงกิต ตามที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) และธนาคารโลกต้องการ และ ก็ฟันฝ่าวิกฤตไปได้ โดยเศรษฐกิจไม่เสียหาย ในขณะที่ไทยกระทำในทิศทางที่ตรงกันข้าม

ขณะที่ภาพของนายชวนนอกจากเรื่องของ “ความเป็นคนดี” และ “ความซื่อสัตย์” แล้ว ก็คือ “ความเชื่องช้า” และวลีอันตราตรึงอย่าง “ผมยังไม่ได้รับรายงาน” ยิ่งสถานการณ์ในเวลานี้ นายชวนไม่สมควรถูก “ลากถ่วง” ให้มาเปื้อนฝุ่นการเมืองอีก ซึ่งนายชวนก็ได้ปฏิเสธเรื่องการถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากแต่ต้องใช้ความเป็นผู้ใหญ่ที่ทุกคนให้การยอมรับเป็น “ลมใต้ปีก” ผลักดันให้ “คนรุ่นหลัง” ก้าวขึ้นมาเพื่อเป็น “ทางเลือกใหม่” ของประชาชน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ต้องการ “ความรวดเร็ว” (อ่านเพิ่มเติมคลิก “เมื่อ ปชป.ชูนายชวนโหนมหาเธร์โมเดล” )

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์